สวัสดีชาวโลก – -‘

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | 1 ความเห็น

แมลงเม่าบินเข้ากองฝน

1.
ช่วงที่ผ่านมานี้ ทุกครั้งหลังฝนตกผ่านพ้นไป
จะเห็นแมลงเม่านอนตายเกลื่อนกลาดเต็มพื้นไปหมด
 
ส่วนใหญ่ตายเพราะตัวมันหงายหลัง โดยส่วนปีกแนบสนิทติดกับพื้น
โดยมีน้ำฝนเป็นเหมือนกาวเหนี่ยวรั้งไว้ ทำให้ขยับไปไหนไม่ได้
 
มันเลยทำให้ข้าพเจ้าอดสงสัยไม่ได้ว่า
การที่แมลงเม่าออกโบยบินนั้น เป็นเพราะต้องการสร้างอาณาเขตใหม่
แล้วเหตุใดแมลงเม่าจึงเลือกออกเดินทางในยามที่สายฝนพร่ำ?
ซึ่งมีโอกาสที่จะเสียชีวิตได้สูงมาก
 
บางทีแมลงเม่าอาจจะชอบบินเข้ากองฝน
มากกว่ากองไฟเหมือนดั่งที่สุภาษิตบอกไว้ก็เป็นได้
 
2.
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ที่มีวิกฤตทางการเมือง
คนไทยแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
มาคิดๆดู จนถึงตอนนี้ข้าพเจ้าแทบยังไม่ได้ให้ความเห็นกับเรื่องนี้เลย
 
อาจเป็นเพราะช่วงเวลานั้น ทั้งเพื่อนรอบข้าง ญาติพี่น้อง
ต่างแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ข้าพเจ้าเลยเลือกที่จะไม่เพิ่มฟืนลงไปยังกองไฟที่กำลังลุกโชน
โดยการเงียบงดความคิดเห็น น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
 
จากข้อมูลที่ผ่านเข้ามาทางสื่อต่างๆ ก็รุนแรงพออยู่แล้ว
ยิ่งมาเจอการวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของกลุ่มคนบางกลุ่ม
ก็ยิ่งทำให้ความรุนแรงมันเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
 
เพียงแต่สิ่งที่เกิดไม่ใช่ความรุนแรงทางกาย
แต่เป็นความรุนแรงทางจิตใจที่มีกองไฟเกิดขึ้นมา
 
3.
หากยึดตามความเห็นของข้าพเจ้าเกี่ยวกับเรื่องนี้
เสื้อแดงผิดจริงมั้ย คงต้องบอกว่าผิดจริง
แต่ใช่ว่าทุกคนที่มาเป็นเสื้อแดงจะเป็นคนที่รับเงินเพื่อมาสร้างสถานการณ์
 
บางคนที่เขาเดือดร้อนจริงๆจนทนไม่ได้ต้องมาประท้วง ก็มี
 
และถามว่าพวกเราคนในเมืองผิดมั้ยในเรื่องนี้
ก็ต้องยอมรับว่ามีทั้งส่วนผิดและมีทั้งส่วนถูก
 
คงต้องยอมรับกันตามตรงว่ารัฐบาลที่ผ่านมา
ค่อนข้างเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มคนชั้นกลางมากกว่าคนชั้นล่าง
 
ซึ่งอาจเป็นเพราะกรณีรัฐประหาร
อันเกิดจากการเห็นชอบของคนเมืองเป็นหลัก ชาวบ้านเป็นรอง
 
เมื่อมีผู้ได้ผลประโยชน์ ก็ย่อมมีผู้เสียผลประโยชน์
หากเรายอมรับในข้อนี้กันและเลือกที่จะเอื้อผลประโยชน์ให้กัน
แทนที่ถ้าฉันได้แปลว่าคุณเสีย ถ้าฉันเสียแปลว่าคุณได้
ปัญหามันก็คงไม่จบลง
 
เหมือนดังที่ได้เกิดลามจนกระทั่งไฟไหม้ทั่วทั้งกรุงเทพ
รวมทั้งไหม้ครุกกรุ่นอยู่ภายในใจของเราด้วย
 
4.
ขณะที่ข้าพเจ้าก้มลงมองกองแมลงเม่าที่นอนตายอยู่
ปรากฏมีบางตัวที่พยายามดิ้นเพื่อที่จะละทิ้งปีกของตนที่ติดอยู่
และพลิกตัวขึ้นมาเดินอีกครั้งเพื่อตามหาดินแดนที่มันกลายเป็นผู้ก่อตั้ง
 
ความจริงแล้วสายฝนไม่ได้มีไว้เพื่อคล่าชีวิตของมัน
แต่มีไว้เพื่อให้มันละทิ้งชีวิตเก่าของมันที่จากไปพร้อมกับปีกเพื่อเริ่มต้นใหม่
 
หากไม่มีสายฝน ปีกก็คงไม่หายไป
และนั้นคงทำให้มันไม่สามารถเป็นราชินีใหม่ได้อย่างเต็มตัว
 
5.
คนบางกลุ่มยอมต่อสู้แบบชีวิตเข้าแลก คงไม่ต่างอะไรกับแมลงเม่า
เพียงแต่จะเลือกเข้าไปในกองฝน หรือ กองไฟ
 
 
โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

จากลูกถึงพ่อหลวง

 

 
ทั่วแผ่นดินรักพระองค์รักคงมั่น        ธ ทรงเป็นมิ่งขวัญทุกเช้าค่ำ
เป็นศูนย์รวมดวงใจในทรงจำ          เหนือทุกถ้อยทอคำพรรณนา
 
ธ ทรงเป็นยิ่งกว่าดวงอาทิตย์          มอบชีวิต มอบสุข ทุกแหล่งหล้า
ธ ทรงเป็นยิ่งกว่า ดวงจันทรา         ลบทุกข์ร้อน ปวงประชา สถาพร
 
แม้นทั้งทั่วแผ่นฟ้า…ดาราราย         มิมากมายเหมือนคุณพระอดิศร
จึงทั้งทั่วแผ่นดิน…พสกนิกร           โศกบรรเทาเศร้าบั่นทอนผ่อนฤทัย
 
พลังแห่งแผ่นดินที่กินเกิด              ทศธรรมล้ำเลิศส่องสมัย
หกทศวรรษชัดแจ้งจุดแรงใจ          ชี้ทางชัยให้รู้รักสามัคคี*
 
ก่อนอื่นต้องขอโทษ(ตัวเอง) ด้วยที่ไม่ได้อัพเรื่องดีๆมานาน
ทั้งๆที่ตั้งใจจะให้ครบ 25 เรื่องภายในหนึ่งปี
แต่ไปๆมาๆ ความขี้เกียจกลับชนะความตั้งใจที่มีแต่ต้น
ทำให้ยังเนิ่นนานมาขนาดนี้
 
แต่เอาเถอะได้ทำยังดีกว่าไม่ได้ทำ
สุระยุทธเลยตั้งมั่นยังไงก็จะทำให้สำเร็จให้ได้
 
เข้าเรื่อง… กลอนถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้านบนนั้น
สุระยุทธไม่ได้แต่งเองแต่อย่างใดนะครับ
ความสามารถผมไม่ได้ถึงขนาดนั้น
 
แต่มาจากโครงการดีๆ ที่ชื่อว่า "ร้อยกรองด้วยจงรัก"
 
โครงการนี้ริเริ่มมาจากกลุ่มคนไทยใจจงรัก
และสานต่อโดยสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย
โดยตั้งใจให้โครงการนี้แสดงถึงความจงรักภักดีของพวกเราชาวไทย
ออกมาผ่านทางบทกลอน ที่เปิดโอกาสให้คนไทย
ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด นับถือศาสนาใด หรือสีใดก็ตาม
ร่วมกันทักทอเรียงร้อยบทร้อยกลองต่อๆกัน
จากวรรคสู่บาท จากบาทสู่บท จากบทต่อบท
เพื่อแสดงถึงความผูกพันและความสามัคคีอันเป็นหนึ่งเดียวกันของพวกเราชาวไทย
 
บทร้อยกรองถึงถูกเขียนขึ้น จะมาจากเวปไซต์ www.poemforourking.com
ที่ทุกๆคนสามารถเข้าไปดูบทกลอนที่แต่งก่อนหน้านี้ได้
เพื่อจะได้แต่งให้คล้องจองกับกลอนบทท้ายสุด
โดยกลอนที่แต่งนั้นจะเป็นกลอนแปดที่เราคุ้นเคยกันดี
หลังจากนั้นก็ส่งในเวปไซต์ได้เลย
จะมีทีมงานคอยดูแลเรื่องความถูกต้องให้อีกทีก่อนที่จะโพสลงไปในหน้าเวป
 
สำหรับคนที่อยากเข้าไปแต่ง
ขอแสดงความเสียใจด้วยเพราะโครงการนี้จบลงไปแล้ว
โดยบทร้อยกรองที่แต่งด้วยคนไทยมากที่สุดในโลกนี้
ได้ถูกนำถวายเนื่องในวันเฉลิมพระชนม์พรรษา
เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พศ. 2552 นับจำนวน 983 บท
โดยเลข 9 แทนถึงรัชกาลของพระองค์ท่าน
ส่วน 83 เพื่อเฉลิมพระชนมายุครบ 83 พรรษา ในปี 2553
 
ในช่วงที่คนไทยแบ่งพรรคแบ่งฝ่าย
อย่างน้อยสิ่งที่จะยึดเหนี่ยวพวกเราคนไทยได้
ก็คือพ่อหลวงของเรา
 
ไม่ว่าคุณจะอยู่สีใดก็ตาม
คุณก็มีพ่อคนๆเดียวกับผม
คนเดียวกับหกสิบกว่าล้านคนในประเทศด้ามขวานทองแห่งนี้ 
 
หลอมรวมใจรวมไทยให้เป็นหนึ่ง ให้พ่อซึ่งเราแสนรักเป็นสักขี
ว่าเราจะตั้งตนเป็นคนดี              ให้พ่อที่เรารักภาคภูมิใจ**
 
* คัดลอกมาจากกลอนบทที่ 3 – 6 แต่งโดย คุณอุบล สรรพัชญพงษ์, แพทย์หญิงชัญวลี ศรีสุโข, ธัชชัย ธัญญาวัลย์ และ คุณจิระนันท์ พิตรปรีชา
** คัดลอกมาจากกลอนบทที่ 965 แต่งโดย คุณอักษรา ชโลทรอุทก
 
ไหนๆก็ไม่ได้เขียนมานาน ขอแถมอีกเรื่อง
มีอีกโครงการหนึ่งที่คล้ายกับโครงการร้อยกรองด้วยใจรัก
ต่างตรงเปลี่ยนจากบทกลอน เป็น บทเพลง
 
โครงการนี้มีชื่อว่า "ร้องเพลงเพื่อพ่อ (song for the king)"
แต่ไม่ใช่ให้มาร้องเพลงต่อๆกัน
แต่เป็นการมาร่วมแสดงมิวสิควีดีโอถวายความจงรักภักดีร่วมกัน
โดยใช้เพลงชื่อว่า "เพลงของพ่อ"
ที่แต่งโดยพี่บอย โกสิยพงษ์ และร้องโดยพี่ นภ พรชำนิ
ซึ่งทั้งสองยังเป็นตัวตั้งตัวตีริเริ่มโครงการนี้ด้วยกัน
 
เพราะฉะนั้นรับประกันได้เลยว่าเพลงของพ่อ จะต้องสุดยอดแน่ๆ
(และหลังจากได้ฟังก็เพราะจริงๆด้วย)
 
วิธีการก็ง่ายดาย เพียงเลือกท่าทางที่จะแสดง
ไม่ว่าจะเป็นการไหว้ถวายความเคารพ โบกธง หรือชูพระบรมฉายาลักษณ์
ผ่านทางกล้องเวปแคม และอัพโหลดในเวป www.singfortheking.org
เปิดเข้าไปก็จะเจอพี่บอย กับ พี่นภ คอยอยู่
เพื่อทักทายพูดคุยอย่างเป็นกันเอง (จริงๆเข้าไปดูได้)
 
 
โดยภาพทั้งหมดจะถูกนำไปรวบรวมและตัดต่อ
ออกมาเป็นมิวสิควีดีโอเพลงของพ่อ
 
แต่หากจะอัพโหลดตอนนี้ ก็เสียใจด้วย
เพราะโครงการปิดไปแล้วเมื่อปีที่แล้วเหมือนกัน
 
หลายคนอาจสงสัย และไอ้คิมมันจะมาบอกทำไม
ตรูทำอะไรไม่เห็นจะได้เลยซักอย่าง
อยากจะบอกว่าถึงโครงการจะจบไปแล้ว
แต่ความจงรักภักดีของคนไทยนั้นไม่ได้จบตามไปด้วย
 
ดังบทกลอนที่ถูกร้อยเรียงอย่างไพเราะ
ดังบทเพลงที่มีภาพคนไทยแสดงความจงรักภักดีด้วยความจริงใจ
 
แค่เห็นสิ่งเหล่านี้แล้ว ก็เชื่อมั่นว่าคนไทย ยังคงใจเดียวกันอยู่
ใจที่จงรักภักดีต่อพ่อหลวงอย่างมิมีเสื่อมคลาย
 
(จบซึ้งนะเนี๊ยะ!) 
 
 
 
โพสท์ใน รัก(ษ์)ษาโลก | 1 ความเห็น

กลับบ้านเก่า

กลับมาแล้ว บ้านแรกของเรา
55 หลังมัวไปหลงแสงสีในเมืองอยู่นาน
จนห่างจากบ้านน้อยหลังนี้ไปนานนับสามเดือน
 
เป็นอย่างไรบ้าง บ้านนี่ตอนร้างเป็นอย่างไร
เราคิดว่าเพื่อนบ้านก็คงย้ายบ้านหนีกันไปแล้วเหมือนกับเรา
 
แต่ยังไงเจ้าก็เป็นบ้านแรก ที่ยังไงเราก็ไม่ลืม
เพียงแต่อาจจะแวะมานานๆครั้ง
 
คิดถึงฉากหลังสีเขียวๆจริงๆเลย
เจอแต่ฉากหลังขาวๆ คาดแถบน้ำเงินจนเบื่อไปแล้ว
 
รวมทั้งจะได้พรรณาอะไรยาวๆเสียที
หลังจากที่มัวแต่โพสข้อความสั้นๆ
อย่างที่เจ้า FB มันถามว่า คุณกำลังคิดอะไรอยู่
ส่วนเจ้า Twitter มันถามว่า What’s happening?
 
แต่เราว่าบางทีสิ่งที่เราอยากคิด อยากบอก
มันก็ไม่ใช่ต้องเกิดมาจากเดี๋ยวนั้นทันที
แต่มันอาจต้องรอเวลากลั่นกรอง
จนกระทั่งตกตะกอนในสิ่งที่อยากจะเขียน
 
ซึ่งเราว่านั้นมันเป็นสเน่ห์ของ Blog อย่างเจ้า
ที่เจ้า FB หรือ Twitter มันทำไม่ได้
 
แต่อย่างว่าอ่ะนะ ในยุคที่โทรศัพท์มือถือครองโลก
คนคิดอะไร กินอะไร ทำอะไร ก็สามารถโพสได้รวดเร็วทันใจ
ตามยุคสมัยที่นับวันการพัฒนา อาจหมายถึง ชีวิตที่ต้องรวดเร็วตามไปด้วย
(ซึ่งรวมถึงเราด้วย)
 
บางทีนะ บางที เรายังนึกเลยว่าไอ้คนที่คิดพวกนี้มันเก่งนะ
มันคิดได้ไงว่า คนอยากจะบอกให้เพื่อนๆคนรู้จักว่า
เฮ้ย ตอนนี้กูกำลังจกส้มตำปูอยู่หน้าปากซอยนะ อร่อยมาก เนี๊ยะไม่เชื่อดูรูป
หรือแบบ เฮ้ย ชอปปิ้งที่เซ็นทรัลวันนี้ เจอของ Sale กระหน่ำลดสะใจพระเดชพระคุณจริงๆ
 
ใครมันจะไปคิดนะ ว่าคนเรามันอยากที่จะเอาชีวิตทุกฝีก้าวของตัวเอง
มาบอกให้คนรู้ มาบอกให้คนเห็น
 
หรือบางที เราเพียงแต่ต้องการให้คนมาสนใจเรา แค่นั้น
เพราะมันทำให้เราดูมีค่ามากขึ้น ทำให้เราดูได้รับการยอมรับมากขึ้น
ตามหลักความต้องการของมนุษย์ ที่ขั้นสูงสุดคือการเป็นคนสำคัญ มีคุณค่าในสังคม
 
คนที่มันคิด FB หรือ Twitter มาได้ มันคิดอย่างนี้ป่าวเจ้า Blog
 
แต่ Blog เอ๊ย ดีเหมือนกันนะ ที่ตอนนี้ไม่มีใครเหลียวแลแกแล้ว
อย่างน้อยบ้านจะได้สงบขึ้น มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น
 
ตะโกนเสียงดังเพียงใด ก็คงไม่มีใครมาด่า
 
เราจะได้ระบายในบางเรื่อง ที่ FB ไม่สามารถทำได้
บางเรื่องที่ตัวอักษร 140 ตัว ใน Twitter ไม่สามารถพรรณาความอึดอัดในใจทั้งหมดออกมาได้
 
แต่เจ้าสามารถทำได้ ^^
 
เจ้าอาจเปรียบเสมือนบังกะโลหลังน้อยๆริมทะเล
ที่หากเรารู้สึกไม่สบายใจ หากเราต้องการที่พักใจ
 
เจ้าจะเป็นสิ่งนั้นให้เราได้
 
ไว้ว่างๆ เราจะแวะมาอีกนะ
 
Bye Bye
 
โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | 1 ความเห็น

เก็บตกจาก Hi5

เนื่องจากตอนนี้แทบจะเรียกได้ว่า ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับ Hi5 แล้ว
หนีไปปันใจให้กับ Facebook แทน โดยเฉพาะเกมส์ 555
 
เลยเอา Journal ที่เขียนใน Hi5 มาเก็บไว้ที่นี้แทน
เผื่อไม่ได้เข้านาน แล้วมัน Delete Account ไป
จะได้มีเก็บไว้ให้ลูกหลานได้อ่านกัน
 

เหนื่อย เปื่อย เมื่อย เนือย เบื่อ เอื่อย

Jul 26, 2008 9:36 AM

Photobucket

 
เคยสงสัยมั้ยครับ ว่าทำไมไอ้พวกสระเอือยๆ นี่มันมักจะมีความหมายทาง ชิวๆ เบื่อๆ เซ็งๆ ออกไปทางด้านลบมากกว่าจะให้อารมณ์ทางด้านบวก เหมือนกับโดนอะไรบางอย่างมากระแทกมากกว่ากระทำแล้วผลลัพธ์ที่ออกไปจากตัวกลับกลายเป็นไอ้เอือยๆ ตอนแรกก็ไม่ค่อยรู้สึกว่าลักษณะเสียงกับความหมายมันไปในทางเดียวกันซักเท่าไหร่ แต่พอเริ่มปรากฏกับตัวบ้าง ทีละคำๆ เออเว้ย คนที่แต่งคำพวกนี้มันช่างเก่งดีแท้

เอืออออออออยยยยย เฮ้อ หากร่างกายส่งเสียงได้ตอนนี้ก็คงออกเสืยงทำนองนี้มั้ง ทั้งตาตุ่ม สะบ้า ลูกหมาก ต่อมหมวกไต ไส้ติ่ง ม้าม กระเพาะ นมย้วย หู ปากอันห้อยๆ ประสาทตา จนถึงสมอง

ทำงานทั้งวันจนเหนื่อย
โดนด่าจนหูเปื่อย
นั่งพิมพ์คอมจนหลังเมื่อย
คำสั่งล้านแปดจนสมองเริ่มเนือย
ขนาดนั่งพิมพ์ Journal นี่ก็ยังเอื่อยๆ

เลยต้องมานั่งเบื่อๆ… มองดูหน้าจอ พร้อมกับความคิดที่มาอย่างเรื่อยๆ อย่างช้าๆ ณ ขณะนี้ นิ้วมือค่อยๆขยับ เหมือนมีแหนมตุ้มจิ๋วมาถ่วงแต่ละนิ้ว ตาเลื่อนลอย มองแบบระยะอนันต์ พร้อมกับค่อยๆปิดเป็นสระอิ

นอกจากต้องสู้กับตัวเองแล้ว ด้วยสติสัมปะชัญญะ หิริ โอตะปะ สาธุโนภัณเต แล้ว ยังต้องสู้รบกับความแตกต่างในปัจเจกบุคคลอีก ต้องใช้หลัก อริยะสัจ 4 มรรค 8 เรียกว่าต้องมีทั้ง อุเบกขา มุทิตา อาณาติปาคา เวระมณี สิกขา สัมมา สยามิ พร้อมกับกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร
(สมองข้าพเจ้าตอนนี้เริ่มเข้าสู่ สัมมาธิฐิญาณ ศัพท์แสงเริ่มเป็นสัจจะ อันจริงแท้ของพุทธคุณ)  

ความเอือยเมื่อเข้ามาแล้วกลับออกไปยากเหลือเกิน เพราะลักษณะเฉพาะตัวของมัน
ที่จะค่อยๆเดินทางเรื่อยเปื่อยไปวันๆ กว่าจะเข้ามาทางสันหลังทำให้สันหลังยาว ทีละท่อนๆ
ผ่านแกนประสาท ทำให้ระบบตอบสนองทั้งหมดช้าไป 9.87 วินาที ส่งต่อไปยังปาก ทำให้ปากช้าเถียงสู้คนอื่นไม่ทัน ทำให้หูตึงแต่หูรูดกลับหย่อนหยาน ทำให้ตาปรือ เหมือนแบกเขาพระวิหารไว้บนเปลือกตา ต้องรอไอ้นพดลมายกให้คนอื่นก่อนถึงจะหาย แล่นทะลุไปถึงสมอง ทำให้จากสมองที่มีขนาดเท่าเม็ดถั่วกลับลดไปเหลือแค่ปริมาณความดีที่เหลือในจิตสำเนียกของนักการเมืองไทย

มันแล่นมาแล้วทั่วร่างประมาณเกือบเดือน และดูทีท่าว่าจะยังอยู่อีกยาวนานเหมือนระยะเวลาการประท้วงของสนธิ ที่พูดปากเปียกปากแฉะจนเด็กโรงเรียนใกล้ๆ เรียนหนังสือวิชาการด่าเสียดสีกระแทกแดกดันแทน นับว่าเป็นการสร้างอนาคตที่ดีให้กับชาติไทยอีกทาง (สมองตอนนี้เริ่มกลายนักวิชาการทางการเมือง ที่ดีแต่พูดแต่ไม่ยักลงมือทำ เออ ด่าแม่งทุกฝ่ายเลยตรู)

รีบจบก่อนดีกว่า ก่อนที่จะโดนชิมไปบ่นไปมาปิด Hi5
เอาเป็นว่าจบซะงั้น แบบ เบื่อๆ เนือยๆ เมื่อยๆ เหนื่อยๆ เอื่อยๆ ย้วยๆ

อาทิตย์หน้าเจอกันที่เกาหลีครับ ถ้าไม่เอือย พี่ขุนทองจะเจื้อยแจ้วเจรจาให้ฟังนะ

ปล. ขอโทษเพ็ญอย่างสุดซึ้งจริงๆที่ข้าพเจ้าไม่สามารถไปร่วมงานเลี้ยงส่งอำลาป้าเพ็ญผู้จะไปบุกเบิกโครงการแหนมป้าย่นเฟส 2 ที่สวีเดนได้ ทั้งๆที่สัญญาอย่างมั่นเหมาะ เราขอโทษจริงๆนะ พอดีเครื่องบินมันเลื่อนไฟล์ทเป็นออกคืนนี้แทน เราทำงานเสร็จก็ต้องรีบเก็บข้าวของ อาบน้ำยังไม่รู้จะได้อาบหรือป่าว -_-ll ไปขึ้นเครื่องเลย ยังไงขอให้เดินทางปลอดภัย ตั้งใจหาแฟน เอ้ย เรียนเข้าละ เอาเกียรตินิยมการมัดแหนมตุ้มจิ้วไปฝากที่บ้านให้ได้ แล้วไงถ้ามีโอกาสจะไปเที่ยวสวีเดนแวะไปเยื่ยมเยียนป้า ช่วยป้าขายแหนมนะ โชคดีๆ T_T

 

ขอพรที่ญี่ปุ่น

Jun 25, 2008 6:55 PM

Photobucket

 
 
ไปไหว้พระขอพรให้ทุกคนที่วัด MEJI มา
ขอให้ทุกๆคน มีแต่ความสุขนะครับ
 
Comment from Kim: สมัยก่อนตรูถ่ายรูปได้ดีจริงๆ เบลอได้คงเส้นคงวามากๆ

เพ็ญนภาหญิงสาวผู้ที่มีใบหน้าแซงอายุ มีขนหน้าแข้งชนิดที่ผู้ชายยังอาย
หากแหนมป้าย่นจะหาพรีเซนเตอร์คนใหม่แทนหน้าป้าแกบนแหนม
เพ็ญนภาคงได้ตำแหน่งนี้ไปได้อย่างไม่ยากเย็น

ขณะนี้เพ็ญนภากำลังเตรียมจัดกระเป๋าเดินทางอยู่ เพื่อเตรียมศึกษาต่อยังสวีเดน
โดยเพ็ญนภาจะต้องควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกิน 20 กิโล ตามกฏของสายการบิน
ซึ่งตอนนี้เธอยังคงคิดไม่ตกว่าจะจัดอย่างไร เลยมาเล่น msn แก้เครียด

เพ็ญนภาจะออน msn โดยรูป default เดิมของโปรแกรมเสมอๆ
และคาดว่าเพ็ญนภาคงชอบชื่อ address hotmail ตัวเองมาก
เพ็ญนภาจึงใช้ชื่อ Pennapa มาตลอดโดยไม่เคยเปลี่ยนชื่อเลยแม้ซักครั้ง
แม้ชื่อ "ป้าเพ็ญหูหมูศิษย์ป้าย่นตุ้มจิ๋ว" จะดูเหมาะกับเธอมากกว่า 

สุระยุทธออนช่วงนั้นพอดี เลยเจอ Pennapa ทักเข้า

Pennapa " แก เป็นไงบ้าง "
สุระยุทธ " เออ สบายดีๆ แกเดี๋ยวเรากะนิกกี้วางแผนจะไปเยี่ยมแกที่สวีเดน"
Pennapa " เฮ้ยตั๋วแพงมาก "
สุระยุทธ " วางแผนแล้วๆ ปีหน้าๆ กะไปเที่ยว แกเป็นไกด์ด้วยนะ "
Pennapa " แกมาทำงานอ่ะดิ "
สุระยุทธ " มาเที่ยวๆ ไปกับนิกกี้ ตั๋วมันประมาณเท่าไรวะ "
Pennapa " ตั๋วมันประมาณ 25000 – 30000 อ่ะแก "
Pennapa " บริษัทจะส่งแกมาปีหน้าอยู่แล้วดิ "
สุระยุทธ " เฮ้ย บอกว่าไปเที่ยวเอง "
ตอนนี้สุระยุทธเริ่มจะรำคาญกับการตีความผ่านเส้นสมองของเพ็ญนภา

Pennapa " บริษัทจะส่งแกมาทำไรอ่ะ "
สุระยุทธ " ป้า บอกว่ามาเที่ยว -_- ll "

นอกจากหูจะตึงแล้ว เพ็ญนภายังสายตายาวอีก
เพ็ญนภาเธอเหมาะกับพรีเซนเตอร์ป้าย่นจริงๆ

จบเรื่องเที่ยวไม่เที่ยวไป สุระยุทธไม่สามารถสื่อความเข้าใจกับเพ็ญนภาได้
มาเรื่องจัดกระเป๋าต่อ

สุระยุทธ " แกจัดกระเป๋าที่จะโหลดอย่าให้เกิน 20 โลนะ "
Pennapa " อ่ะแกรู้ด้วยเหรอ "
หึมมมม เออ มีแต่คนขายแหนมมั้งที่รู้ สุระยุทธคิดในใจแต่ไม่ได้แชทออกไป

สุระยุทธ " แล้วเป็นไงจัดเสร็จยัง "
Pennapa "ยังเลยๆ ท่าทางจะน้ำหนักเกิน"
สุระยุทธ " แกเอาของหนักๆ ใส่กระเป๋าที่จะติดตัวไว้ขึ้นเครื่องดิ "
Pennapa " เออเราจัดแยกกระเป๋าเจ็ดกิโลต่างหากไว้แล้ว แกเก่งเหมือนกันนิ "
หืมมมมมม เออ มีแต่คนมีขนหน้าแข้งมั้งที่รู้ สุระยุทธคิดในใจแต่ไม่ได้แชทออกไป

สุระยุทธ " แล้วไมแกยังจัดไม่เสร็จอ่ะ "
Pennapa " เรากะเอาปริ้นเตอร์ไปด้วยอ่ะ "
สุระยุทธ "………."
อึ้งไปชั่วอึดใจนึง สุระยุทธคิดว่านี่เป็นโจทย์การจัดกระเป๋าที่ยากจริงๆ
ป้าย่นคงสอนเพ็ญนภามาดี

สุระยุทธ " ไหวเหรอวะ "
Pennapa " เราเอากระเป๋าใบ 32 นิ้วไป ขนาดใหญ่อยู่ แต่ไม่หนักมาก"
สุระยุทธ " เป็นเรา เราไม่เอาไปอ่ะแก ไมต้องเอาไปอ่ะ "
Pennapa " ราคาปริ้นเตอร์ที่โน้นแพงมาก เราเช็คแล้ว"
สุระยุทธคิดว่าเพ็ญนภาเป็นคนฉลาดมาก อืม ฉลาดในแบบของเธอ

Pennapa " แล้วเรายังมีตลับหมึกฟรีอยู่ สิบตลับนะ"
สุระยุทธ " ไมไม่เอาไปแต่ตลับหมึกละ "
Pennapa " พอดีตลับหมึกมันเป็นรุ่นเก่านะ ใช้ได้กับพรินเตอร์ที่จะเอาไปเท่านั้น "
ทันใดนั้น สุระยุทธก็เกิดความกระจ่างในความฉลาดในแบบของเธอ
เพ็ญนภา เธอไม่ธรรมดาจริงๆ

สุระยุทธคิดว่าหลังจากตลับหมึกทั้งสิบตลับนั้นหมดลง
เหลือไว้แต่ซากพรินเตอร์ของเพ็ญนภา
ซึ่งคงจะมีคุณค่าทางจิตใจต่อเพ็ญนภาไม่มากก็น้อย
บางทีเธอคงคิดว่าปริ้นเตอร์คงใช้หมักแหนมได้

สุระยุทธคิดในใจแต่ไม่ได้แชทออกไป
แต่สุระยุทธมั่นใจว่าพริ้นเตอร์ตัวนี้คงกลับเมืองไทยพร้อมกับเพ็ญนภาแน่นอน

Bonus: Comment From Nicky

NiKkiE says:
55555555555555555555555 ก๊ากกกกก 55555555555555555

ทุกอย่างที่บรรยายมา เห็นภาพที่สุด หนูคิมมีพรสวรรค์นะคะเนี่ย

มีบางอย่างอัพเดตเกี่ยวกับกระเป๋าของเพ็ญนภาค่ะคิม
วันก่อนเพ็ญนภาบิน นิคกี้ไปเยี่ยมเพ็ญนภาเนื่องจากจะไม่เจอกันอีกนาน สิ่งที่ทำให้นิคทึ่งในตัวเพ็ญนภาคือ
กระเป๋าใบใหญ่ โหลดท้องเครื่อง ขนาดเกินสามสิบโล (แต่เขาไม่ให้เกิน ยี่สิบโล)
กระเป๋าแครี่ออนทั้งหมดสี่ใบ หนึ่งในนั้นหนักเกินสิบโล!?

คำถามคือ จะเกิดอะไรกับเพ็ญนภาบ้างระหว่างเดินทาง?

เพ็ญนภากับ Adapter

Oct 2, 2008 7:44 PM

ขณะนี้ เพ็ญนภาได้ลาจากเมืองไทย
ไปยังสวีเดนพร้อมกับพริ้นเตอร์หนักสองโลครึ่งของเธอ

เรียบร้อยแล้ว คาดว่าคงพร้อมเปิดสาขาป้าย่นได้เร็ววัน

โดยมีภารกิจรองเป็นการเปิดตัวหาแฟนฝรั่ง
(
หรือว่าจะเป็นภารกิจหลัก)
หลังจากที่เพ็ญนภาเปิดตัวในเมืองไทยมาหลายปี
แต่กลับมีแต่คนมีตาหามีแววไม่ ทำให้การเปิดตัวเพ็ญนภา
มีแต่เพ็ญนภาที่เข้าร่วมอยู่คนเดียว

สุระยุทธคิดว่าภารกิจของเธอคงสำเร็จในเร็ววัน
เพราะดูฝรั่งที่มีแฟนคนไทยแต่ละคน
ท่าทางเพ็ญนภาก็พอสู้ได้สูสี ในด้านความแปลก
ใหม่ แต่สดหรือไม่ สุระยุทธไม่อาจรู้ได้
รู้แต่ว่าหน้าขอเธอไปก่อนความสดแล้ว

แต่ตอนนี้เพ็ญนภาสามารถออน MSN จากสวีเดนได้แล้วซึ่งนับว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์ลำดับที่ 8 ของโลกเลยทีเดียวที่เพ็ญนภาสามารถจัดการต่อคอมพิวเตอร์ได้เพียงตัวเธอเอง หลังจากที่เคยประสบเคราะห์กรรมที่ไทย อันเนื่องมาจากไม่สามารถเข้าอินเตอร์เน็ตได้ไม่ว่าจะทำอย่างไรเป็นเวลานานนับชั่วโมง จนเพ็ญนภาต้องขอความช่วยเหลือ

เมื่อเพื่อนของเพ็ญนภารับโทรศัพท์และรับทราบปัญหา
คำถามแรกที่ถามเพ็ญนภาคือ
"
เพ็ญ เธอเสียบสายโมเด็มแล้วยัง"
หลังจากหายไปซักพัก เพ็ญนภาก็ตอบกลับมาว่ายังไม่ได้เสียบ

คาดว่าที่สวีเดนคงใช้เป็นระบบ Wireless
แทนที่จะเป็นระบบโมเด็ม ทำให้ปัญหานี้ไม่อาจทำอะไรเพ็ญนภาได้

หลังจากเพ็ญนภาจัดการกับเครื่องคอมเสร็จเรียบร้อย
ก็ถึงเวลาพระเอกของเธอ นั้นก็คือเจ้าปริ้นเตอร์รุ่นคุณปู่
พร้อมตลับหมึกอีกสิบตลับ ที่เพ็ญนภาแบกมาด้วย
โดยเพ็ญนภาให้เหตุผลว่าสวีเดนมันแพง
 
ซึ่งข้าพเจ้ารับทราบข่าวคราวพริ้นเตอร์เพ็ญนภา
จากที่เธอ comment ใน Hi 5 ว่า

"ขนปริ้นเตอร์มาให้เหรอคิม ไม่ต้องหรอก แต่ขน adapter
จากเมื่องไทยมาให้ดีก่า เราลืมเอามันมาด้วย เลยอดใช้เลย แฮ่ๆ"

อืม เทคโนโลยีทำร้ายเธอไม่ได้จริงๆ
เพราะสมองเธอทำร้ายไปก่อนแล้ว

เป็นอันว่าปริ้นเตอร์ของเธอต้องมาทำหน้าที่หมักแหนมก่อนวัยอันควร
โดยมีตลับหมึกอีกสิบตลับเป็นตุ้มน้ำหนักไว้กดทับแหนม
หวังว่าชาวสวีเดนคงจะได้กินแหนมเพ็ญนภาในเร็ววัน
แต่ขอโทษด้วยนะครับ แหนมเพ็ญนภาไม่มีฉลาก
เพราะไม่มี Adapter ให้เสียบพริ้นท์ได้

แต่สวรรค์คงไม่ใจร้ายกับเธอขนาดนั้น
ยังเหลือภารกิจรองที่ต้องหาแฟนเป็นฝรั่งอีก
สุระยุทธเลยสอบถามถึงภารกิจนี้ผ่าน MSN

สุระยุทธ " เป็นไงฝรั่งที่นั้นหล่อป่าววะแก รีบๆหาล่ะ"
Pennapa "
เซ็งวะแก มีแต่พวกแขกทั้งนั้นเลยวะ เราไม่ชอบดำๆ"

มึงยังจะเลือกอีกเหรอ สุระยุทธคิดในใจแต่ไม่ได้พูดออกไป

 
 

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

ลา ล้า

พักนี้สุระยุทธมักรู้สึกเบื่อ เหนื่อย เปื่อย เฉื่อย เอื่อย อยู่บ่อยๆ
เหมือนน้องเจนนี่ไม่ได้ใส่ลอรีเอะแบบมีปีก เลยทำให้รู้สึกไม่กระชับ
เอะอะ ก็พาลจะไม่อยากทำอะไรบ่อยๆ แบบขอกรูอยู่เงียบๆซักพักได้มั้ย
 
พอดีกับได้อ่านที่หนูดีเขียนใน Secret ว่าหากชีวิตเจอกับอะไรล้าๆ หนักๆ
ให้ปวดหัว ปวดตับ ปวดไต ไส้พุงด้วยหรือป่าวไม่รู้?
ไอ้เจ้าสมองตัวดี เมื่อจับสัญญาณนี้ได้ 
มันก็จะรีบสั่ง Stop ระบบร่างกายโดยอัตโนมัติ
ทำให้เรารู้สึก ล้า ไม่อยากทำไร ตื่นก็อยากตื่นสาย
อยากเก็บตัวเงียบๆ นอนดูทีวีเปิดมิวสิคเพลงอกหักอย่างเดียวดาย
 
(…. บางคนอาจบอก กรูเป็นทุกวัน อันนี้อาจจะเป็นกำพืดเดิม
แต่สุระยุทธ เป็นเพราะสมองสั่งงานนะขอรับ) 
 
ส่วนสาเหตุที่สมองสั่งคัดพลังงานในร่างกายให้เหือดระเหยออกไป
พี่หนูดีบอกไว้ว่า จะได้ให้ตัวเรามีเวลาคิดถึงตัวเองบ้าง
เหมือนกับหยุด Pause ไว้ เพื่อคุยกับตัวเองก่อนว่าเกิดอะไร
กับสิ่งที่ผ่านมา ให้เวลาเพื่อหาคำตอบ ให้เวลาเพื่อหาทางออก
ก่อนที่จะเริ่ม Play อีกครั้งหนึ่ง เมื่อมีเวลาเตรียมให้อาวุธพร้อมมือ
จะรบครั้งใหม่ ก็ย่อมมีโอกาสชนะสูงกว่า
 
ว่าๆไประบบนี้ก็เวิร์คเหมือนกัน
พระเจ้าคิดได้ไงเนี๊ยะ!!! เก่งจริงๆ
 
แต่จะว่าไป ก็มีบางคนที่ยอมเลือกตึดอยู่ในบ่วง Pause
แทนที่จะกด Play ต่อไป
 
เลือกที่จะหมกมุ่น กับอดีตที่ทุกข์ตรม แล้วฝังปัจจุบันกับอนาคตเอาไว้
เพราะอยากสร้างกำแพงปกป้องตัวเอาไว้ ไม่อยากที่จะเจ็บ
และหากเจ็บ ก็ไม่อยากจำอีกต่อไป
 
แต่อย่าลืมว่ามันไม่ได้แต่กันความทุกข์ไม่ให้เข้ามาแต่เพียงอย่างเดียว
มันยังกั้นความสุขไม่ให้เข้ามาหาตัวเราด้วย
 
แต่จะมีประโยชน์อะไรต่อไป หากชีวิตไม่ได้อยู่เพื่อสัมผัสกับความสุข
 
ท่านว. วชิรเมธี เคยยกตัวอย่างเล่าปี่ในเรื่องสามก๊กให้ฟังว่า
เล่าปี่ไม่ว่าจะพบเห็นใคร ก็จะถือว่าเป็นอาจารย์ทั้งนั้น
 
หากพบคนที่ดี ให้ยืดเป็นแบบอย่าง
หากพบคนที่ไม่ดี ให้ยืดเป็นแบบที่ไม่ควรเอาอย่าง
 
ชีวิตหากคิดได้แบบนี้ คงสนุกมั้ยน้อยว่ามั้ย
ทุกๆสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตสามารถที่จะเรียนรู้ได้หมด
 
บางทีความทุกข์ ก็มีไว้เพื่อเรียนรู้
เมื่อรู้แล้วว่านี้คือทุกข์ ก็พยายามอย่าทำให้สิ่งที่เป็นทุกข์นั้นเกิดมาอีก
และหากได้พบพานกับความสุข เมื่อสุขแล้วก็ให้รู้ว่าตอนนี้สุข
ครั้งต่อไปจะได้เลือกไปในแนวทางที่เรานั้นเป็นสุข
 
คิดได้อย่างงี้แล้วมันสบายใจชิบเป้งเลย
ไม่เห็นเป็นไรหากมันจะล้าบ้าง หรือท้อบ้าง
ลาจากความล้าซักนิด เพื่อที่จะได้ ละ ล้า ล่า ต่อไป
และหากมันจะ ล้า อีก ก็เตรียมแรงครั้งใหม่เพื่อจะ ละ ล้า ล่า ต่อ
 
—————————————————————
Kim Pig’s List
 
ป้ายห้ามต่างๆบนรถไฟฟ้ามาหานะเธอ ดูทีไรก็เชยๆ สุดจะทน
ต้องนี่เลยป้ายห้ามบนรถไฟใต้ดินที่โตเกียว
ที่มี concept เจ๋งๆ ว่า Please do it at ….
บางอันดูแล้ว มันช่างฮาจริงๆ แต่ขำเสร็จก็จะพูดว่า อืมมม จริงด้วยวะ
 
2009年12月のマナーポスター   2009年11月のマナーポスター   2009年9月のマナーポスター
 
2009年8月のマナーポスター   2009年3月のマナーポスター   2008年11月のマナーポスター
 
สนใจไปดูได้ที่เวปนี้ครับพี่น้อง http://www.tokyometro.jp/anshin/kaiteki/poster/
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

Happy New Year 2010

ขอให้ทุกคนมีความสุข ที่ไม่ใช่แต่ทางกาย แต่หมายรวมถึงทางใจ

มีงานมีการที่ไม่ใช่แต่ตำแหน่งที่สูง แต่หมายรวมถึงได้ทำในสิ่งที่ตนเองรัก

มีเวลามากมายที่ไม่ใช่แต่เพื่องาน แต่หมายรวมถึงเพื่อตนเองและคนที่รัก

มีแต่สิ่งที่ดีๆเข้ามาในชีวิตที่ไม่ใช่แต่ทรัพย์สินเงินทอง แต่รวมถึงมิตรภาพ น้ำใจ และความเชื่อใจ

ขอให้มีความรักมากมายที่ไม่ใช่แต่จากผู้อื่น แต่หมายรวมถึงรักตัวเองด้วย

ขอให้สิ่งที่ฝันไว้จงสำเร็จตามปราถนา ที่ไม่ใช่แต่ได้ในสิ่งที่ฝันแต่รวมถึงได้ทำตามสิ่งที่ฝันด้วย

และสุดท้ายขอให้มีชีวิตที่ยืนยาวที่ไม่ใช่ให้ชีวิตมาใช้ แต่ขอให้ทุกคนได้ใช้ชีวิต… อย่างคุ้มค่า

Happy New Year 2010

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | 1 ความเห็น