ตะวันตก

nada_03

 

เคยมีคนบอกไว้ว่า หากเราย้อนกลับไปยังสถานที่ที่บรรจุความหลังอันสำคัญไว้ ช่วงเวลาที่เหมือนถูกผนึกอยู่กับที่และฝังแน่นเอาไว้จะถูกปลดผนึกพันธนาการที่รอมานาน และพร้อมจะถาโถมเข้าใส่ในทันทีที่ไปเยือน ทันทีที่เหยียบย่ำคลื่นเหล่านั้นก็จะถาโถมเข้ามาทันที เป็นทั้งความชื่นช่ำเย็นใจราวกับสายน้ำที่ไหลรินพร้อมกับช่วงเวลาดีๆ หรืออาจเป็นคลื่นยักษ์ดำทมึนที่พร้อมจะลากบุคคลผู้นั้นลงไปในห้วงแห่งนทีอันยิ่งใหญ่

 

สำหรับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าคงเข้าข่ายอย่างหลังมากกว่าจึงพยายามที่จะเลี่ยงไปยังสถานที่ต่างๆที่ถูกผนึกตรึงเอาไว้ ยอมที่จะเสียความรู้สึกในห้วงนั้นไป หยุดให้มันหยุดนิ่งอยู่แค่นั้น มากกว่าที่จะปล่อยให้สิ่งต่างๆเริ่มเดินทางกลับสู่ห้วงเวลาที่ถูกหยุดไว้ บางทีอาจเป็นความกลัว กลัวที่จะต้องยอมรับกับความเป็นจริงในปัจจุบันมากกว่าความเพ้อฝันในจินตนาการ ปุยแห่งความฝันที่นุ่มนวล ละมุนละไมและพร้อมจะปั้นเป็นสิ่งต่างๆที่ข้าพเจ้าอยากให้เป็น ความฝันมักรับใช้เจ้านายของมันได้ดีในทุกๆครั้งที่ความเป็นจริงเริ่มเข้ามา เป็นการหลอกตัวเองที่เจ้าตัวพร้อมและยินยอมด้วยความเต็มใจ

 

แสงอาทิตย์ที่ออกเดินทางแต่เช้าตรู่ที่ทิศตะวันออกและกำลังจะเข้าสู่ห้วงแห่งการพักผ่อนหลังจากเดินทางมายาวนานทางทิศตะวันตก ข้าพเจ้ามักชอบที่จะเห็นพระอาทิตย์พักผ่อนยังเวิ้งน้ำอันกว้างใหญ่ที่ชื่อว่าทะเล มากกว่าการพักผ่อนยังตึกรามอาคารบ้านช่อง หรือภูเขาสีเขียวครึ้มลูกโต อาจเป็นเพราะพื้นผิวน้ำที่สะท้อนประกายแสงของพระอาทิตย์ให้ยังคงเจิดจ้า เพื่อที่จะบอกว่าดวงอาทิตย์ยังคงทำหน้าที่ได้ดีแม้ยามตนใกล้จะลับตา เป็นพลังที่ส่องประกายพร้อมกับความมั่นใจที่ดวงอาทิตย์ให้คำมั่นสัญญา ว่าเราจะต้องได้พบกันใหม่ในเช้าตรู่ของอีกวัน นั้นซินะ ไม่ว่ายังไงดวงอาทิตย์ก็จะเริ่มทำหน้าที่ทางทิศตะวันออกและเลิกงานยังทิศตะวันตก แม้วันนั้นจะเศร้าหม่น เลวร้าย หรือ หดหู่เพียงใด แสงอาทิตย์ก็จะยังสาดส่องเข้ามายังต้นไม้ทุกๆต้น สัตว์ทุกๆตัว และมนุษย์ทุกๆคนให้ก้าวไปข้างหน้าต่อไป เหมือนจะพร่ำบ่นว่าท้อได้แต่วันรุ่งขี้นจะต้องลุก

เหนื่อยได้แต่วันรุ่งขี้นต้องสดใส

 

แสงอาทิตย์ยามตกดินครั้งนี้กลับดูมีพลัง สดใสอย่างที่ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นมาก่อน แสงที่ส่งประกายระยิบระยับยามกระทบพื้นน้ำ น้ำที่เหมือนกระจกสะท้อนช่วยเพิ่มพลังแบบทวีคูณ คงเหมือนข้าพเจ้าในตอนนี้ ยามที่หันไปข้างๆแล้วพบกับเธอยืนอยู่เคียงข้าง เธอผู้เหมือนพื้นน้ำที่ช่วยให้แสงแดดอย่างฉันดูสดใส แม้ในยามใกล้จะลับตา

 

พื้นทรายและคลื่นน้ำที่กระทบยังฝั่ง ส่งเป็นจังหวะเสียงสม่ำเสมอ คลื่นซาดเข้าฟังและเคลื่อนตัวออกกลับสู่ทะเล ที่ๆมันพยายามจะจากมา แต่กลับถูกลากกลับไปยังที่เดิม เป็นพันธนาการที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ เป็นเสียงที่ดูมีความหึกเหิมในตอนแรกและอ่อนแรงจนซาไปในช่วงสุดท้าย

 

เราทั้งคู่ยืนจับมือกันอยู่ ณ ช่วงเวลานั้น ที่ๆมีแสงจากดวงอาทิตย์ที่ใกล้ลับตาและเสียงคลื่นซัดเข้าสู่ฝั่ง อยากให้มือที่จับอยู่ขณะนี้เป็นมือที่จะอยู่เคียงข้างตลอดไป เป็นพันธนาการระหว่างเราสองคนที่มิอาจจะขาดจากกันได้

 

ดวงอาทิตย์ลับแสงไปแล้วพร้อมๆกับความมืดที่เข้ามาแทนที่ ข้าพเจ้าหันกลับไปมองเธออีกครั้ง เธอหายไปแล้วพร้อมๆกับแสงของดวงอาทิตย์ มือที่จับไว้ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างเราได้หลุดออกจากกันแล้ว เหมือนกับคลื่นที่สุดท้ายก็ต้องกลับไปยังที่ๆมันพยายามดิ้นรนจะจากมา มือข้าพเจ้าที่เหมือนเม็ดทรายที่ยามโดนน้ำซัดจะชุ่มชื่นมีพลังแต่เมื่อคลื่นจากไปก็แห้งและร่วนซุย ไม่สามารถก่อได้แม้เพียงปราสาททรายหลังเล็กๆ

 

พระอาทิตย์กลับมาทำงานอีกครั้งในเช้าตรู่ แต่น่าแปลกที่บางสิ่งกลับไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ข้อความนี้ถูกเขียนใน ไม่มีหมวดหมู่ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s