ทำตามความฝันในวัยเด็ก

 
 
"เราทุกคนก็คงรู้วันเกิด แต่มีซักกี่คนที่รู้วันตาย" 
ประโยคข้างบนมาจากเนื้อเพลง ก่อนตาย ของบิ๊กแอส
 
แล้วจะเกิดอะไรขึ้นละ
ถ้าคุณเกิดเป็นหนึ่งในซักกี่คนนั้นที่รู้วันตายของตนเอง
แถมจะต้องตายภายในเวลาไม่น่าจะเกินปี
คุณอาจจะมานั่งโศกเศร้าเสียใจ และรอวันตายไปวันๆ
 
แต่ไม่ใช่กับชายคนนี้ ชายผู้ชื่อว่า Randy Pausch
ดร. ทางด้าน Computer Science, Human Computer Interactive
, and Design มหาลัย Carnigie Mellon
เขาพบว่าตัวเขาเป็นโรคมะเร็งตับอ่อน แถมอยู่ในระยะสุดท้ายแล้ว
ซึ่งนั้นหมายความว่าเขาจะต้องตายจากโลกนี้
และจากครอบครัวที่เขารัก
ที่ประกอบด้วยลูกวัยยังเล็กอยู่สามคนและภรรยาที่เขารัก
 
เขาพูดไว้ว่า "You cann’t change the cards you are dealt"
                "Just how you play the hand"
                "คุณไม่สามารถเปลี่ยนไพ่ที่คุณได้มา"
                "มันขึ้นอยู่กับคุณจะเล่นไพ่ที่มีในมือยังไง"
 
แทนที่จะนอนรอ เขากลับเลือกทางเดิน
ทางที่จะทิ้งอะไรไว้เบื้องหลัง หลังจากเขาจากไป
ไม่ใช่การจากไปโดยไม่เหลืออะไรฝากไว้กับโลกใบนี้เลย
ทางที่จะยังคงมีคนจดจำเขาได้ แม้ตัวเขาจากไปแล้ว
 
เขาเลือกที่จะตอบรับการปาฐกถาที่มีชื่อว่า "Last Lacture"
ซึ่งเป็นธรรมเนียมของมหาลัยในอเมริกา
ที่ทุกปีจะมีการจัดปาฐกถาที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและความตาย
โดยเชิญอาจารย์ที่ถูกคัดเลือกในมหาลัยมาพูดให้นักศึกษาฟัง
 
Randy Pausch ได้กล่าวปาฐกถาในวันที่ 18 กันยายน 2007
ช่วงที่เขาเพิ่งพบว่าตนเองเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย
และต้องตัดสินใจว่าจะอยู่กับครอบครัวในทุกเวลาที่เหลืออยู่
ที่สำคัญวันนั้นเป็นวันเกิดของภรรยาเขา หรือมาปาฐกถา
แต่เขาก็เลือกที่จะมาปาฐกถา แต่อย่าเพิ่งดุด่าว่ากล่าว
มันมีเหตุผลอยู่ว่าทำไมเขาเลือกที่จะมาพูดแทนที่จะอยู่กับบ้าน
 
Randy เลือกที่จะมาพูดในหัวข้อที่ไม่ใช่ความตาย
แต่กลับเป็น "Really Achieving Your Childhood Dreams"
แปลเป็นไทยแบบบ้านๆได้ว่า " ทำความฝันในวัยเด็กให้เป็นจริง "
ด้วยการนั่ง list ความฝันตอนเด็กของเขาให้พวกเราดูกัน
และพูดถึงความฝันแต่ละตัว
 
มีตั้งแต่อยู่ในโลกที่ไร้แรงโน้มถ่วงไปจนถึงได้เขียน Encyclopedia
 
แต่อย่าพึ่งนึกขันว่ามันจะได้อะไรเนี๊ยะกับแค่เอาความฝันวัยเด็กมาพูด
Randy ได้สอนพวกเราพ่วงเข้าไปกับความฝันในวัยเด็กของเขา
สิ่งที่ทำให้เขาสามารถทำให้มันสำเร็จขึ้นมาได้
(ซึ่งมีน้อยคนนักจริงๆ ที่จะทำความฝันที่วาดไว้ตอนเด็กให้เป็นจริงได้)
 
บทเรียนที่เขาสอนที่ผมชอบเป็นตอนความฝันที่เขาอยากเป็นนักกีฬา
เลยไปหัดเล่นอเมริกันฟุตบอลกับโค้ชสไตล์ครูไหวใจร้าย
 
ขณะโค้ชสั่งให้เขาฝึก โดยไม่มีแม้แต่ลูกอเมริกันฟุตบอลให้ได้สัมผัส
และฝึกอย่างงี้เป็นเวลานาน เขาก็เริ่มเซ็งที่ซ้อมแต่ไม่ได้ใช้ลูก
จึงเข้าไปถามโค้ช และคำตอบที่เขาได้จากโค้ชก็เป็นบทเรียนสำคัญ
 
โค้ชตอบเขาว่า "อเมริกันฟุตบอลขณะเล่นมีกี่คนที่ไม่ได้สัมผัสลูก"
เขาตอบไปว่า "10 คน"
"แล้วคนที่ถือลูกอยู่ละมี่กี่คน" เขาตอบ "มีแค่คนเดียว"
โค้ชเลยบอกเขาไปว่า
"ดี งั้นตอนนี้เรามาเรียนพื้นฐานของคนอีก 10 คนที่เหลือกัน"
 
มันสะท้อนให้เราเห็นว่า คนเราส่วนใหญ่มักมองกันที่จุดมุ่งหมาย
อยากจะไปให้ถึงตรงนั้นโดยเร็วที่สุด ไม่เกี่ยงว่าวิธีการอะไร
โดยปราศจากสิ่งที่เรียกว่าพื้นฐาน พื้นและฐานที่จะพาเราไปจุดนั้น
 
นั้นเป็นเพียงแค่ส่วนนึง อยากดูต่อดูจากวีดีโอที่แปะไว้ด้านล่างครับ
 
     
 
ในช่วงท้าย เขาบอกกับพวกเราว่าสิ่งที่เขาพูดในครั้งนี้
ไม่ใช่สำหรับนักศึกษาที่มาฟัง แต่เป็นสำหรับลูกของเขา
ที่จะโตขึ้นมา และมาดูสิ่งที่เขาต้องการจะสอน
เมื่อเขาโตเป็นผู้ใหญ่พอและเข้าใจสิ่งที่เขาต้องการบอก
 
แต่คำสอนของพ่อที่ใกล้ตายคนนึงถึงลูกของตน
ย่อมไม่ด้อยค่าแต่กลับมีค่าและมีความหมายมาก
เป็นคำสอนที่จะทำให้เรา กล้าที่จะทำในสิ่งที่ตนเองฝัน
 
สุดท้าย Randy ได้ถูกตั้งชื่อเป็นเกียรติแก่สะพานที่เชื่อม
ระหว่างตึกในมหาลัย Carnigie Mellon
หากเปรียบครูไทยเหมือนดังเรือจ้าง
ที่ทำหน้าที่ค่อยส่งนักเรียนขึ้นถึงฝั่ง
Randy ก็คงทำหน้าที่ไม่ต่างกัน เพียงแต่ว่าสะพานนี้
มันจะคงอยู่ตราบนานเท่านาน
 
ขอให้สุขภาพฝันแข็งแรงครับ
 
ข้อความนี้ถูกเขียนใน รัก(ษ์)ษาโลก คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s